นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (Newcastle United)

Newcastle United

สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิ่ลยูไนเต็ด (Newcastle United Football Club) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วว่า “นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด” เป็นทีมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน เมืองนิวคาสเซิ่ล ย่านไทน์แอนด์แวร์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศอังกฤษ โดยถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1892 จากการรวมตัวของ 2 สโมสรท้องถิ่น และเริ่มลงเตะในรังเหย้า เซนต์ เจมส์ พาร์ค ของตนเองนับตั้งแต่นั้นมา ก่อนที่สนามของทีมจะถูกปรับปรุงให้เป็นแบบที่นั่งทั้งหมดในช่วงกลางยุค 90 และปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 52,354 ที่นั่ง “เดอะ แม็กพายส์” ใช้เวลาโลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศยาวนานรวม 85 ปี และไม่เคยตกลงไปอยู่ต่ำกว่าลีกอันดับ 2 เลยนับตั้งแต่ร่วมลงฟาดแข้งในฟุตบอลลีกตั้งแต่ปี 1893

เกียรติประวัติที่ผ่านมาของทีมคือการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 6 ครั้ง และ ชาริตี้ ชิลด์ 1 ครั้ง รวมถึง อินเตอร์ ซิตี้ แฟร์ คัพ และ ยูฟ่า อินเตอร์ โตโต้ คัพ อีกอย่างละสมัย ซึ่งพวกเขาถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จในแง่ของถ้วยรางวัลรวมมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของประเทศ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและจวนเจียนจะได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก และถ้วยรางวัลต่างๆในช่วงยุคปี 90 และต้นปี 2000 แต่กลับมาทำผลงานร่วงหล่นลงอย่างน่าใจหายตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 จนกระทั่งตกชั้นลงไป 2 ครั้งในปี 2009 และ 2016 แต่ก็สามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาได้ทันทีในฤดูกาลถัดไปทั้ง 2 ครั้งเช่นกัน

สีประจำสโมสรคือ ขาวและดำ ที่มักใช้ในชุดแข่งเหย้าเป็นลายพาดตามยาว รวมถึงกางเกงและถุงเท้าสีดำ ตราสโมสรของทีมก็มีการถอดบางส่วนมาจากตราเครื่องหมายของตระกูลขุนนางประจำเมืองที่ปรากฏเป็นรูปม้าน้ำสีเทา 2 ตัว ปัจจุบัน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ถูกครอบครองโดย ไมค์ แอชลี่ย์ นักธุรกิจชาวอังกฤษวัย 53 ปี มาตั้งแต่ปี 2007 โดยรับสืบทอดตำแหน่งมาจาก เซอร์ จอห์น ฮอลล์ และจากข้อมูลปิดงบทางบัญชีในปี 2015 ระบุว่า พวกเขาเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีผลกำไรสุทธิมากที่สุดเป็นอันดับที่ 17 ของโลก โดยก่อนหน้านี้จุดสูงสุดของทีมต้องย้อนกลับไปในปี 1999 ที่ทีมรั้งอันดับ 5 ของสโมสรฟุตบอลที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมและเป็นรองทีมอื่นในอังกฤษเพียงแค่ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้น

โลกของนิวคาสเซิ่ล

ประวัติของทีมโดยสังเขป

1881 – สโมสรฟุตบอลแห่งแรกของ เมืองนิวคาสเซิ่ล ถูกก่อตั้งขึ้นก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า นิวคาสเซิ่ล อีสต์ เอนด์ เอฟซี ในปีถัดมา

1882 – นิวคาสเซิ่ล เวสต์ เอนด์ เอฟซี ถูกก่อตั้งขึ้นมาอีกทีมจากจุดเริ่มต้นของสโมสร คริกเก็ต เวสต์ เอนด์

1886 – นิวคาสเซิ่ล เวสต์ เอนด์ เริ่มย้ายเข้าไปปักหลักและลงเตะในสนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค

1889 – นิวคาสเซิ่ล อีสต์ เอนด์ แปรสภาพเป็นทีมฟุตบอลระดับอาชีพ ก่อนจะก่อร่างสร้างตัวเป็นบริษัทจำกัดในเดือนมีนาคมปีถัดมา แต่ในทางกลับกัน นิวคาสเซิ่ล เวสต์ เอนด์ กลับกำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน และเริ่มพยายามติดต่อเข้าหาฝั่ง อีสต์ เอนด์ ให้เข้ามาช่วยเทคโอเวอร์

1892 – หลังการเจรจาที่บรรลุผล บรรดานักเตะและทีมงานของ เวสต์ เอนด์ ก็ย้ายเข้ามารวมกับทาง อีสต์ เอนด์ ในขณะที่ฝั่ง อีสต์ เอนด์ ก็ยังเข้ามาช่วยแบกรับภาระหนี้สิ้นที่เหลือในส่วนของรัง เซนต์ เจมส์ พาร์ค ต่ออีกด้วย และจากการรวมกันจนเหลือเพียงแค่ทีมเดียวให้แฟนบอลในเมืองใหญ่คอยตามเชียร์ ก็ทำให้การเจริญเติบโตของพวกเขาเป็นไปอย่างรุดหน้า แม้จะถูกปฏิเสธคำร้องขอเข้าร่วมแข่งขันใน ดิวิชั่น 1 ตอนช่วงต้นฤดูกาล 1892-93 แต่ทีมก็ปฏิเสธที่จะลงไปเริ่มต้นใน ดิวิชั่น 2 เช่นเดียวกัน และเลือกที่จะยังแข่งขันอยู่ใน นอร์ทเธิร์น ลีก ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนชื่อทีมให้เป็น นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เพื่อแสดงถึงการรวมตัวเป็นหนึ่ง

1893 – เป็นอีกครั้งที่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด โดนบอกปัดการเข้าร่วมแข่งขัน ดิวิชั่น 1 ประจำฤดูกาล 1893-94 แต่คราวนี้พวกเขายอมลงไปออกสตาร์ทใน ดิวิชั่น 2 ร่วมกับทีมอื่นๆอย่าง ลิเวอร์พูล และ วูลวิช อาร์เซน่อล โดยแมตช์แรกอย่างเป็นทางการในฟุตบอลลีกของทีมคือเกมส์ที่เสมอกับ วูลวิช อาร์เซน่อล 2-2

1898 – หลังวนเวียนอยู่ในลีกระดับรองอยู่นานหลายปี ในที่สุดทีมก็สามารถโปรโมทขึ้นสู่ ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จในซีซั่น 1898-99 อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ทำได้เพียงจบฤดูกาลในอันดับที่ 13 จากที่มีทั้งหมด 18 ทีม

1905 – หลังสั่งสมประสบการณ์อยู่พักหนึ่งและเริ่มมีส่วนผสมของทีมที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ซีซั่นก่อนหน้านี้ ในที่สุดหลังจบฤดูกาล 1904-05 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็สามารถคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 มาครองได้สำเร็จ อันที่จริงพวกเขามีสิทธิ์จะคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาครองด้วยซ้ำ แต่กลับพ่ายให้กับ แอสตัน วิลล่า 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ โดยหลังจากนั้นพวกเขายังสามารถคว้าแชมป์ลีกได้อย่างต่อเนื่องในฤดูกาล 1906-07 และ 1908-09

1910 – หลังผิดหวังในเกมส์นัดชิง เอฟเอ คัพ ต่อเนื่องอีก 2 ครั้งในปี 1906 และ 1908 จากการพ่ายแพ้ให้กับ เอฟเวอร์ตัน และ วูล์ฟแฮมป์ตัน ตามลำดับ ในที่สุดแชมป์ที่รอคอยก็ตกอยู่ในมือพวกเขา หลังสามารถเอาชนะ บาร์นสลี่ย์ ได้ด้วยสกอร์รวม 3-1 โดยที่ทีมสามารถเข้าชิงถ้วยใบนี้ได้อีกในซีซั่นถัดไป แต่ก็พ่ายให้กับ แบรดฟอร์ด ซิตี้ 1-0

1924 – หลังห่างหายความสำเร็จมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุด นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็ได้ลงฟาดแข้งเกมส์นัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่พึ่งถูกจัดขึ้นใน เวมบลีย์ เป็นปีที่สอง และทีมก็สามารถคว้าถ้วยใบนี้เป็นครั้งที่สองได้สมดั่งใจจากการล้างแค้น แอสตัน วิลล่า ได้สำเร็จ

1927 – 3 ปีให้หลังจากการคว้าแชมป์บอลถ้วย เหล่า ทูน อาร์มี่ ก็ได้เฮกันสุดเสียงอีกครั้งเมื่อทีมรักของพวกเขาสามารถครองแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นสมัยที่ 4 ซึ่งต้องขอบคุณผลงานถล่มประตูของกัปตันทีม ฮิวจ์อี้ กัลลาเกอร์ ยอดดาวยิงในตำนานของทีมคนหนึ่ง

1930 – เดอะ แม็กพายส์ จวนเจียนที่จะร่วงตกชั้นโดยอยู่ในอับดับที่ 19 จากทั้งหมด 22 ทีม และทำให้ ฮิวจ์อี้ กัลลาเกอร์ ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เชลซี หลังจบฤดูกาล

1932 – จากการเข้ามาของ แอนดี้ คันนิ่งแฮม ผจก.ทีมคนใหม่เมื่อปีก่อนหน้านั้น เพียงฤดูกาลที่ 2 เขาก็สามารถพาลูกทีมขึ้นชูถ้วย เอฟเอ คัพ เป็นสมัยที่ 3

1934 – หลังฉลองความสำเร็จได้ไม่นาน จู่ๆในฤดูกาล 1933-34 พวกเขาก็กลับทำผลงานรูดมหาราชจนถึงขึ้นตกชั้นลงไปหลังจากใช้เวลาวนเวียนอยู่ในลีกสูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง 35 ปี

1948 – ชีวิตใน ดิวิชั่น 2 คราวนี้สำหรับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กลับเป็นอะไรที่ยากลำบาก อันที่จริงทีมเกือบจะตกชั้นลงไปอีกขั้นในฤดูกาล 1937-38 แต่หลังจาก สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มปะทุขึ้นในปี 1939 พวกเขาก็มีโอกาสที่จะเริ่มตั้งลำใหม่ พร้อมกับการเซ็นสัญญา แจ็กกี้ มิลเบิร์น รองดาวซัลโวสุงสุดตลอดของสโมสรเข้ามา จนทำให้ทีมสามารถกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาได้หลังจบฤดูกาล 1947-48

1951 – หลังเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาไม่นาน สาลิกาดง ก็สามารถสยายปีกและเดินหน้าคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้จากการสยบ แบล็คพูล ก่อนที่จะเอาชนะ อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์บอลถ้วยเก่าแก่ได้อย่างต่อเนื่องในปี 1952 และ 1955 ตามลำดับ

1961 – แต่หลังจากการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ใบล่าสุด ทีมก็เริ่มมีผลงานถดถอยจนถึงขั้นร่วงตกชั้นลงไปอีกครั้งหลังจบฤดูกาล 1960-61

1965 – ภายใต้การนำทัพของ โจ ฮาร์วี่ย์ ที่เข้ามากอบกู้ผลงานของทีม ในที่สุดหลังจบฤดูกาล 1964-65 ทีมก็คว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 พร้อมกับสิทธิ์เลื่อนชั้นกลับขึ้นมา

1969 – ผลงานในลีกสูงสุดของ ฮาร์วี่ย์ ยังดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ทีมได้โควตาไปเล่นบอลยุโรปในฤดูกาล 1968-69 จนสามารถคว้าแชมป์ อินเตอร์ ซิตี้ แฟร์ คัพ จากการเอาชนะ อูสเปสต์ คู่แข่งจาก ฮังการี ไปอย่างท่วมท้น 6-2

1974 – จากการดึงตัว มัลคอล์ม แมคโดนัลด์ หนึ่งในดาวยิงระดับตำนานของทีมเข้ามาในปี 1971 ในที่สุด นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสเดินทางเข้าสู่ เวมบลีย์ เพื่อลงเตะนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ แต่ก็พ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล 3-0 ก่อนที่ โจ ฮาร์วี่ย์ จะก้าวลงจากตำแหน่งในปีถัดมา

1976 – กอร์ดอน ลี กุนซือคนใหม่สามารถพาทีมเข้าชิงในรายการ ลีก คัพ แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ แมนฯ ซิตี้ ไปอย่างน่าเสียดาย 2-1 ก่อนที่ แมคโดนัลด์ จะถูกปล่อยตัวให้กับ อาร์เซน่อล หลังจบฤดูกาลนั้น

1978 – นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ตกชั้นลงไปสู่ ดิวิชั่น 2 อีกครั้งหลังจบฤดูกาล 1977-78 ในอันดับรองบ๊วย

1984 – ด้วยตัวผู้เล่นอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์, คริส วอดเดิ้ล และอดีตกัปตันทีมสิงโตคำราม เควิน คีแกน ก็ทำให้ทีมกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาได้สำเร็จหลังจบฤดูกาล 1983-84

1989 – แต่ด้วยปัญหาสภาพคล่องของทีมจนทำให้ อาร์เธอร์ ค็อกซ์ กุนซือที่พึ่งพาทีมกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาตัดสินใจลาออกไป ทั้งการแขวนสตั๊ดของ คีแกน บวกกับผู้เล่นตัวหลักอย่าง เบียร์ดสลี่ย์, วอดเดิ้ล และ พอล แกสคอยน์ ถูกทยอยปล่อยตัวออกไป ก็ทำให้พวกเขาตกชั้นลงไปอีกครั้งในฤดูกาล 1988-89

1992 – เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานสโมสร พร้อมกับแต่งตั้ง เควิน คีแกน เข้ามารับบทบาทผจก.ทีมคนใหม่ที่ยังช่วยเซฟให้ทีมไม่ต้องร่วงลงไปสู่ลีกลำดับ 3

1993- หลังได้รับเงินอัดฉีดเต็มที่ คีแกน ก็ได้นำตัวนักเตะอย่าง โรเบิร์ต ลี, พอล เบรซเวลล์ และ แบร์รี่ เวนิสัน เข้ามาช่วยผนึกกำลังจนทำให้ทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ประจำฤดูกาล 1992-93 พร้อมกับได้เลื่อนชั้นขึ้นไปสู่ พรีเมียร์ลีก

1995 – เพื่อตอบรับปรัชญาฟุตบอลสไตล์เดินหน้าฆ่าแหลก จนถูกขนานนามจากสื่อว่าเป็น “ฟุตบอล เอนเตอร์เทน” คีแกน จัดการเซ็นสัญญากับดาวดังอย่าง เลส เฟอร์ดินานด์ และ ดาวิด ชิโนล่า เข้ามาเสริมกำลังในแนวรุก จนทำให้ผลงานของทีมแล่นฉิวก่อนจะแผ่วปลายจนถูก แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกแซงปาดหน้าคว้าแชมป์ฤดูกาล 1995-96 ไปครอง ทั้งๆที่มีโอกาสนำห่างไปถึง 17 คะแนนในช่วงปลายเดือนมกราคม

1996 – หลังความผิดหวังในซีซั่นก่อน คีแกน ก็ยังไม่ยอมแพ้ พร้อมกับเปิดตัวดาวยิงสายเลือดจอร์ดี้ อลัน เชียร์เรอร์ ในช่วงหน้าร้อนด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์อันเป็นสถิติโลกในเวลานั้น แต่ก็ไม่แคล้วที่จะต้องอกหักซ้ำสอง เมื่อพวกเขาทำดีที่สุดได้เพียงอันดับที่ 2 โดยตกเป็นรอง แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จนทำให้ คีแกน ตัดสินใจลาออกในช่วงต้นปีถัดมา

1999 – หลังการจากไปของ คีแกน ก็ได้ เคนนี่ ดัลกลิช และ รุด กุลลิท ผลัดกันเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งทีมก็มีลุ้นที่จะคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 2 ครั้งจากการเข้าชิงชนะเลิศในปี 1998 และ 1999 แต่ก็พ่ายให้กับ อาร์เซน่อล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ตามลำดับ แต่ผลงานในลีกของทีมก็ยังคงน่าผิดหวัง จนกระทั่ง เฟร็ดดี้ เชพเพิร์ด ประธานสโมสรในเวลานั้นตัดสินใจดึงตัว เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน เข้ามาทำหน้าที่แทน

2002 – ด้วยความเก๋าของ ปู่บ็อบ เหมือนจะกลับมาปลุกไฟให้เหล่ากองเชียร์ได้มีความหวังอีกครั้ง ก่อนที่ทีมจะสามารถคว้าโควต้า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้หลังจบด้วยอันดับที่ 4 ในฤดูกาล 2001-02 โดยในปีถัดมาทีมสามารถผ่านเข้าไปจนถึงรอบน็อคเอาท์ UCL แถมยังทำอันดับขยับขึ้นด้วยการจบซีซั่นในอันดับที่ 3

2004 – ท่ามกลางความขัดแย้งกับบอร์ดบริหารอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหน้าร้อนปี 2004 ทีมก็สั่งปลด เซอร์บ็อบบี้ และดึงตัว แกรม ซูเนสส์ เข้ามาทำหน้าที่แทน โดยในช่วงหน้าร้อนปีถัดมากุนซือคนใหม่ก็จัดการทำลายสถิติสโมสรด้วยการคว้าตัว ไมเคิ่ล โอเว่น

2007 – มีการเปลี่ยนมือเจ้าของทีม โดย เฟร็ดดี้ เชพเพิร์ด ตัดสินใจขายหุ้นส่วนที่มีให้กับ ไมค์ แอชลี่ย์ พร้อมกับ แซม อัลลาไดซ์ ที่ถูกดึงเข้ามาเป็นผจก.ทีมคนใหม่

2008 – หลังอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยังไม่ทันจะครบ 8 เดือน อัลลาไดซ์ ก็ตัดสินใจแยกทางกับทีม โดยได้ เควิน คีแกน เข้ามารับหน้าที่ต่อในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2007-08 ก่อนที่เขาจะตัดสินใจลาออกในช่วงต้นซีซั่นถัดมา เนื่องจากไม่พอใจสโมสรที่ไม่ได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน

2009 – จากความยุ่งเหยิงภายในสโมสรรวมถึงผจก.ทีมหลายๆคนที่ผลัดกันเดินเข้าเดินออกในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ทำให้ผลงานของทีมค่อยๆดิ่งลงทุกทีก่อนจะตกชั้นไปในฤดูกาล 2008-09 จากการจบในอันดับที่ 18

2010 – ภายใต้การคุมทีมของ คริส ฮิวจ์ตัน พวกเขาสามารถกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ทันทีจากการคว้าแชมป์ ลีก แชมเปี้ยนชิพ 2009-10 แต่ถึงแม้ทีมจะออกสตาร์ทซีซั่นถัดไปได้ไม่เลว ทางบอร์ดบริหารก็ตัดสินใจสั่งปลด ฮิวจ์ตัน พร้อมกับดึงตัว อลัน พาร์ดิว เข้ามาแทน

2012 – ด้วยการทำงานเต็มซีซั่นแรกของ พาร์ดิว ในฤดูกาล 2011-12 ก็กลายเป็นปีที่พวกเขาโชว์ฟอร์มได้เข้าตาที่สุดนับตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของ ปู่บ็อบ ด้วยการจบในอันดับที่ 5 พร้อมกับ พาร์ดิว ที่คว้ารางวัลผจก.ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ในขณะที่ ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่ กองหลังกัปตันทีมก็ติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล รวมถึงลูกยิงสุดสวยใส่ เชลซี ของ ปาปิสส์ ซิสเซ่ ก็ได้รางวัลประตูยอดเยี่ยมแห่งปี

2015 – เป็นการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด หลังผ่านไป 7 เกมส์แรกของฤดูกาล 2014-15 โดยที่ทีมไม่สามารถชนะใครได้เลยและเก็บไปได้เพียง 4 คะแนน จนกระทั่ง พาร์ดิว ตัดสินใจลาออกในช่วงมกราคม 2015 และได้ จอห์น คาร์เวอร์ มือขวาของเขามาช่วยพาทีมดิ้นรนต่อ สุดท้ายแล้วพวกเขารอดพ้นการตกชั้นไปได้อย่างหวุดหวิดจากชัยชนะ 2-0 เหนือ เวสต์แฮม ในนัดปิดฤดูกาล พร้อมไฮไลท์ของ โฮนาส กูเตียร์เรซ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ ที่สามารถเอาชนะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและพึ่งฟิตกลับลงสนามพร้อมกับซัดประตูปิดกล่องให้ทีมได้ในแมตช์นั้น

2016 – หลังเอาตัวรอดได้ในปีที่แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็หนีไม่พ้นการตกชั้น แม้จะได้ตัว ราฟา เบนิเตซ เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคมแต่มันก็สายเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยฝีมือและบารมีของ เอล บอส ก็ทำให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ ลีก แชมเปี้ยนชิพ 2016-17 และเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาได้ภายในปีเดียวเหมือนเช่นเคย

2018 – แม้จะไม่ค่อยได้รับงบสนับสนุนเท่าที่ควร แต่ เบนิเตซ ก็ยังพาทีมอยู่รอดปลอดภัยไร้กังวล และจบฤดูกาล 2017-18 ในอันดับที่ 10

ทีมสาลิกาดง

เหล่าสาวกและคู่อริ

แฟนบอลของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มีแผ่กระจายอยู่ทั่วไปในแถบภาคอีสานของประเทศรวมถึงผู้สนับสนุนที่มีเกาะกลุ่มกันอยู่ในบางประเทศ “เดอะ แม็กพายส์” คือชื่อเล่นอย่างเป็นทางการของทีม ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนจะถูกเรียกว่า “ชาวจอร์ดี้” หรือ “ทูน อาร์มี่” จากผลสำรวจของสถาบันการเงินในปี 2004 พบว่า แฟนบอล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เป็นกลุ่มคนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากที่สุดหากต้องการเดินทางไปให้กำลังใจทีมในเกมส์เยือนทุกนัด โดยระยะทางในการเดินทางไปชมแมตช์เยือนทั้งหมดของพวกเขาเทียบเท่ากับระยะการเดินทาง 1 รอบโลก

ในฤดูกาล 2009-10 ที่แม้ทีมจะต้องลงเตะอยู่ในลีกระดับรองอย่าง แชมเปี้ยนชิพ แต่สถิติผู้ชมเฉลี่ยใน เซนต์ เจมส์ พาร์ค ปีนั้นก็อยู่ที่ 43,388 คน ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของสโมสรฟุตบอลอังกฤษทั้งหมด และในฤดูกาล 2011-12 ทีมยังรั้งตำแหน่งจำนวนแฟนบอลเฉลี่ยในสนามมากที่สุดเป็นอันดับ 3 (49,935 คน) โดยเป็นรองเพียงแค่ แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ที่ต่างก็มีสนามใหญ่กว่าทั้งคู่ ในยุคที่ใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์สมัยที่ 5 มากที่สุด แม้พวกเขาจะถูก แมนฯ ยูไนเต็ด ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปอย่างน่าเสียดายทุกครั้ง แต่ทีมคู่ปรับอันดับ 1 ในสายตาแฟนบอล ชาวจอร์ดี้ ทุกคนก็คือ ซันเดอร์แลนด์ ทีมคู่แข่งในละแวกเดียวกัน โดยการเผชิญหน้าของทั้ง 2 ทีมมีชื่อเรียกว่า “ไทน์-แวร์ ดาร์บี้” ซึ่งก็พอจะมีเหตุการณ์เดือดประมาณหนึ่งเกิดขึ้นอยู่ประปราย