บอร์นมัธ (Bournemouth)

Bournemouth Fc

สโมสรฟุตบอลบอร์นมัธ (A.F.C. Bournemouth) หรือที่รู้จักกันในนาม “บอร์นมัธ” และมีนิคเนมน่ารักๆในหมู่แฟนบอลท้องถิ่นว่า “เดอะ เชอร์รี่ส์” ทีมถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1899 หรือ 119 ปีที่แล้ว โดยมีถิ่นฐานอยู่ที่ เมืองบอร์นมัธ เทศมณฑลดอร์เซต ประเทศอังกฤษ ปัจจุบัน บอร์นมัธ ลงเตะในสนามเหย้า ดีน คอร์ท ที่มีความจุเพียง 11,360 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นสนามที่มีขนาดเล็กที่สุดจากบรรดาทีมใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา และยังเป็นสนามเดียวที่รองรับผู้เข้าชมได้ไม่ถึง 20,000 ที่นั่ง

เกียรติประวัติสูงสุดที่ผ่านมาคือการคว้าแชมป์ดิวิชั่นระดับ 2 และ 3 ของประเทศ รวมถึงตำแหน่งรองแชมป์ดิวิชั่นระดับ 4 อีก 2 ครั้ง พวกเขายังเคยคว้ารางวัลในรายการ ฟุตบอล ลีก โทรฟี่ และ ฟุตบอล ลีก เทิร์ด ดิวิชั่น เซาธ์ คัพ โดยปกติแล้ว บอร์นมัธ มักใช้เวลาป้วนเปี้ยนอยู่ในดิวิชั่นระดับ 3 และ 4 เสียเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งภายใต้การคุมทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือคนปัจจุบัน ที่ช่วยพาทีมผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของยอดปิรามิดได้สำเร็จ โดยในฤดูกาล 2015-16 ถือเป็นซีซั่นแรกในลีกระดับสูงสุดของประเทศสำหรับพวกเขา

ไทม์ไลน์ประวัติของทีมบอร์นมัธ

1899 – แม้จะไม่สามารถหาหลักฐานวันที่ที่แน่ชัดสำหรับการก่อตั้งสโมสร แต่ก็มีข้อพิสูจน์ที่บ่งชี้ได้ว่าทีมเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างครั้งแรกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1899 ภายใต้ชื่อเดิมว่า บอสคอมบ์ เซนต์ จอห์น อินสติติวท์ เอฟซี หรือที่ถูกเรียกกันในนาม บอสคอมบ์ เอฟซี โดยมีประธานสโมสรคนแรกชื่อ เจ. ซี. นัทท์

1890 – ระยะเวลา 1 ปีแรกของ บอสคอมบ์ เอฟซี ในฤดูกาล 1899-90 ทีมลงเตะในลีกระดับท้องถิ่นของ บอร์นมัธ รวมถึงฟุตบอลถ้วยในระดับภูมิภาค และในช่วง 2 ปีแรกพวกเขาลงเตะที่สนามในย่าน คาสเซิ่ลเมน ก่อนจะย้ายไปใช้พื้นที่ที่อยู่ในสวน คิงส์ พาร์ค ตั้งแต่ฤดูกาลที่ 3 เป็นต้นมา

1905 – บอสคอมบ์ เอฟซี เริ่มเข้าร่วมเป็นสมาชิกของลีกสมัครเล่นอย่างเป็นทางการ

1910 – เจ. อี. คูเปอร์-ดีน ประธานสโมสรบอสคอมบ์ ตัดสินใจลงทุนกู้เงินซื้อพื้นที่ว่างข้างๆ คิงส์ พาร์ค เพื่อสร้างสนามแข่งขันเป็นของตนเอง และได้ใช้ชื่อ ดีน คอร์ท เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้ง โดยที่พวกเขาค่อยๆเริ่มต้นสร้างชื่อในวงการลูกหนังระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ทีมยังตัดสินใจเซ็นสัญญากับ บี. เพนตัน นักเตะอาชีพคนแรกของสโมสรในปีนั้นอีกด้วย

1910 – ในระหว่างช่วงต้นยุคปี 10 ยังเป็นช่วงเวลาที่ทีมเริ่มได้รับฉายาว่า เดอะ เชอร์รี่ส์ จาก 2 ตำนานเล่าขานกันมา โดยเรื่องแรกก็มาจากชุดแข่งของทีมที่เป็นลายพาดสีแดงเชอรี่ กับอีกเรื่องมาจาก สนาม ดีน คอร์ท ที่ตั้งอยู่บนละแวกเดียวกับพื้นที่ทรัพย์สินของ คูเปอร์-ดีน ที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วยสวนของต้นเชอร์รี่ที่มีอยู่มากมาย

1913 – ฤดูกาล 1913-14 เป็นปีแรกที่ทีมได้ร่วมลงเตะในรายการ เอฟเอ คัพ

1914 – ในขณะที่ บอสคอมบ์ เอฟซี กำลังค่อยๆเติบโตไปในทิศทางบวก ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันสะดุดลงหลังเกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 จนทำให้ทีมต้องถอยกลับไปเล่นอยู่ใน แฮมป์เชียร์ ลีก

1920 – ฟุตบอลลีกในประเทศเริ่มเปิดตัว ดิวิชั่น 3 ขึ้นมา ในขณะเดียวกับที่ บอสคอมบ์ เอฟซี ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาลงเตะใน เซาท์เทิร์น ลีก

1923 – เพื่อให้ชื่อเสียงของทีมเป็นที่รู้จักมากขึ้น พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น บอร์นมัธ แอนด์ บอสคอมบ์ แอธเลติก เอฟซี ในขณะที่ทีมก็ได้รับเลือกให้ลงแข่งขันใน ดิวิชั่น 3 ที่มีการปรับโฉมใหม่ในปีนั้น โดยแมตช์แรกในฟุตบอลลีกของทีมคือการบุกไปเยือน สวินดอน ทาวน์ ในวันที่ 25 สิงหาคม 1923 และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 3-1 ส่วนเกมส์ลีกนัดแรกที่ ดีน คอร์ท ก็เป็นการพบกับ สวินดอน เช่นกัน ซึ่งพวกเขาสามารถเก็บคะแนนแรกในลีกได้สำเร็จจากผลเสมอแบบไร้สกอร์ในเกมส์นั้น

1946 – แม้จะเริ่มต้นการแข่งขันฟุตบอลลีกได้อย่างกระท่อนกระแท่น แต่สุดท้าย บอร์นมัธ ก็สามารถประคับประคองเอาตัวรอดมาได้เรื่อยๆ และกลายมาเป็นหนึ่งในทีมที่ลงแข่งขันอยู่ใน ดิวิชั่น 3 ได้ยาวนานที่สุด จนกระทั่งโทรฟี่ใบแรกของพวกเขาก็มาถึงจากการเอาชนะ วอลซอลล์ ได้ในนัดชิงชนะเลิศรายการ เทิร์ด ดิวิชั่น เซาธ์ คัพ ที่จัดขึ้นใน สแตมฟอร์ด บริดจ์

John Bond

1972 – ภายใต้การนำทัพของ ผจก.ทีม จอห์น บอนด์ ทางสโมสรก็ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งจนเหลือแค่ เอเอฟซี บอร์นมัธ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนตราสโมสรเล็กน้อย โดยเฉพาะตรงพื้นหลังจากเส้นพาดยาวสีขาวให้กลายมาเป็นสีดำอย่างเช่นทุกวันนี้ รวมถึงการปรับมาใช้ชุดแข่งลายพาดสีแดง-ดำที่ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทีม เอซี มิลาน

1984 – หนึ่งในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ บอร์นมัธ เกิดขึ้นในเกมส์ เอฟเอ คัพ 1983-84 รอบที่ 3 เมื่อพวกเขาสามารถเขี่ย แมนฯ ยูไนเต็ด กระเด็นตกรอบตั้งแต่ไก่โห่ในขณะที่ทีมยังวนเวียนอยู่ในระดับ ดิวิชั่น 3 ของประเทศ จากผลงานของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ที่นั่งเก้าอี้กุนซืออยู่ในขณะนั้น

1987 – เร้ดแน็ปป์ ยังแสดงผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการพา เดอะ เชอร์รี่ส์ คว้าแชมป์ ดิวิชั่น 3 ฤดูกาล 1986-87 พร้อมกับโปรโมททีมให้ขึ้นมาลงเตะในดิวิชั่นระดับ 2 ของประเทศ

1989 – หลังอยู่รอดปลอดภัยจากฤดูกาลแรกใน ดิวิชั่น 2 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม ในปีถัดมา บอร์นมัธ ก็มีโอกาสลุ้นที่จะเลื่อนชั้นขึ้นไปยังลีกสูงสุดทันที ก่อนจะทำผลงานดร็อปลงในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 1988-89 และท้ายที่สุดก็จบในอันดับที่ 12 ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในทำเนียบฟุตบอลลีกของพวกเขาเท่าที่เคยมีมาจวบจนกระทั่งฤดูกาล 2013-14

1990 – แต่แล้วในวันที่ 5 พฤษภาคม 1990 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของฤดูกาล 1989-90 ลีดส์ ยูไนเต็ด มีโอกาสจะคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 พร้อมโปรโมทขึ้นไปยังลีกสูงสุดทันทีหากสามารถบุกมาเอาชนะ บอร์นมัธ ได้ที่ ดีน คอร์ท ในขณะที่บรรยากาศภายในเมืองจากแฟนบอลทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงเช้า สุดท้ายแล้วด้วยประตูเดียวที่เกิดขึ้นจากฝั่งทีมเยือนบวกกับผลการแข่งขันในคู่อื่นๆก็ทำให้ บอร์นมัธ ต้องร่วงตกชั้นลงไป จนก่อให้เกิดความคลุ้มคลั่งของแฟนๆที่สร้างความเสียหายขึ้นในเมืองตลอดช่วงสุดสัปดาห์ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึงราว 1 ล้านปอนด์ จากปัญหาที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบมาถึงสถานะทางการเงินของสโมสรไปอีกนับทศวรรษ และยังพ่วงมาถึงการถูกลงโทษสั่งห้ามลงเตะในบ้านทุกช่วงวันหยุดประจำปีไปจนกระทั่งปี 2003

1992 – แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ยอมทู่ซี้อยู่กับทีมที่มีสภาวะทางการเงินย่ำแย่ต่อจนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 1991-92 ก่อนจะลาออกไปอยู่กับ เวสต์แฮม และได้ โทนี่ พูลิส มารับไม้ต่อ

1994 – หลังจาก พูลิส ตัดสินใจโบกมือลาทีมไปในช่วงหน้าร้อนจากปัญหาสภาวะบีบคั้นทางการเงิน ก็ทำให้ บอร์นมัธ ปราศจากผจก.ทีมถาวรไปในช่วง 2-3 เดือนแรกของฤดูกาล 1994-95 จนส่งผลให้อันดับของทีมร่วงลงไปอยู่ในพื้นที่สีแดง อย่างไรก็ตามหลังการแต่งตั้ง เมล มาชิน เข้ามารับหน้าที่กุนซือก็ทำให้อันดับของพวกเขากระเตื้องขึ้น และสามารถเอาตัวรอดจากการตกชั้นไปได้ในนัดสุดท้าย

2000 – มาชิน ทำหน้าที่คุมทีมต่อเนื่องไปอีก 6 ปีก่อนจะถูกขยับขึ้นไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลหลังจบซีซั่น 1999-00 โดยผลงานที่ดีที่สุดในช่วงที่ผ่านมาของเขาคือการพาทีมลุ้นอันดับเพลย์ออฟในฤดูกาลก่อนหน้านั้น

2001 – ฌอน โอดริสคอลล์ ถูกผลักดันจากตำแหน่งสตาฟฟ์โค้ชขึ้นมาทำหน้าที่ต่อจาก มาชิน ในฤดูกาล 2000-01 แต่แล้วในปีถัดมาเขาก็พาทีมตกชั้นลงไปสู่ดิวิชั่นระดับ 4 ของประเทศ

2003 – โอดริสคอลล์ ที่ยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อ ก็ตอบแทนสโมสรด้วยการพาทีมโปรโมทกลับสู่ ลีก วัน ได้ทันที จากชัยชนะ 5-2 เหนือ ลินคอล์น ซิตี้ ในเกมส์เพลย์ออฟที่ มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม

เจมส์ เฮย์เตอร์ นักเตะอยู่คู่สโมสรบอร์นมัธ

2004 – เจมส์ เฮย์เตอร์ หนึ่งในนักเตะที่อยู่กับสโมสรมายาวนาน กลายเป็นผู้เล่นที่ทำแฮตทริกได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกของ อังกฤษ จากเกมส์ที่ออกนำ เร็กซ์แฮม ไปก่อน 3-0 ก่อนที่ เฮย์เตอร์ จะถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 86 และจัดการเหมาคนเดียว 3 ประตูภายในระยะเวลา 2 นาทีกับ 17 วินาที ในเกมส์ที่จบลงด้วยชัยชนะ 6-0 ของ เดอะ เชอร์รี่ส์

2008 – ในช่วงกุมภาพันธ์ปี 2008 บอร์นมัธ ตกอยู่ในสภาวะล่อแหลมอีกครั้งหลังทีมถูกตัดแต้ม 10 คะแนนจากปัญหาหนี้สินที่รุงรังราว 4 ล้านปอนด์จนเกือบจะถึงขั้นโดนยุบสโมสร และสุดท้ายพวกเขาก็ตกชั้นลงไปอยู่ ลีก ทู อีกครั้งหลังจบฤดูกาล

2009 – บอร์นมัธ ออกสตาร์ทฤดูกาล 2008-09 ด้วยอนาคตที่ยังคลุมเครือจากปัญหาหนี้สิน แถมยังเปลี่ยนผจก.ทีมไปถึง 2 คนก่อนจะได้ เอ็ดดี้ ฮาว อดีตนักเตะนักเตะของทีมที่เข้ามารับงานเผือกร้อนและช่วยกอบกู้สถานการณ์ในขณะที่ทีมยังจมอยู่ในโซนท้ายตาราง และจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขากลายเป็นผจก.ทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกด้วยวัยเพียง 31 ปี พวกเขาการันตีการรอดตกชั้นจากชัยชนะ 2-1 เหนือ กริมสบี้ ทาวน์ ในเกมส์เหย้านัดสุดท้ายที่ ดีน คอร์ท ก่อนจะปิดฉากอย่างสวยงามในนัดปิดฤดูกาลด้วยการบุกไปถล่ม มอร์แคมบ์ 4-0

2010 – ผลงานของ ฮาว ในฤดูกาลแรกแบบเต็มตัวจบลงด้วยการพาทีมคว้าอันดับ 2 และเลื่อนกลับไปอยู่ใน ลีก วัน ในขณะที่ยังเหลืออีก 2 เกมส์ในมือ ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายออกไปอยู่กับ เบิร์นลี่ย์ ในซีซั่นถัดมา

2012 – ลี แบรดบิวรี่ และ พอล โกรฟส์ คือ 2 กุนซือที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงระหว่างนั้น ก่อนที่ โกรฟส์ จะถูกปลดออกไปในเดือนตุลาคม 2012 หลังการออกสตาร์ทอันย่ำแย่ในฤดูกาล 2012-13 จนในที่สุดทีมก็ได้ตัว เอ็ดดี้ ฮาว กลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ทีมหนีเอาตัวรอดจากโซนตกชั้นแต่ยังสามารถพาทีมโปรโมทขึ้นไปยัง ดิวิชั่นระดับ 2 ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990

2015 – บอร์นมัธ โชว์ฟอร์มในฤดูกาล 2014-15 ได้อย่างดุดัน เริ่มจากการบุกไปถล่ม เบอร์มิ่งแฮม ถล่มทลาย 8-0 ถึงถิ่น เซนต์ แอนดรูว์ ในเดือนตุลาคม ต่อด้วยชัยชนะ 2-1 เหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ทีมระดับ พรีเมียร์ลีก ในเกมส์ ลีก คัพ จนผ่านเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกของรายการนี้ ก่อนจะพ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล ไป 3-1 และท้ายที่สุดจากชัยชนะ 3-0 ในเกมส์นอกบ้านกับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ ลีก แชมเปี้ยนชิพ พร้อมกับโปรโมทขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

2016 – เกมส์แรกใน พรีเมียร์ลีก ของ บอร์นมัธ คือการพ่ายคาบ้านให้กับ แอสตัน วิลล่า 1-0 โดยสถานการณ์ในช่วงแรกของทีมไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวหลักทั้ง ทอมมี่ เอลฟิค กองหลังกัปตันทีม และ คัลลั่ม วิลสัน ดาวยิงคนสำคัญ จนกระทั่งทีมมาพบจุดเปลี่ยนในเกมส์ที่ไล่ตามตีเสมอ เอฟเวอร์ตัน 3-3 ในบ้านจากประตูของ จูเนียร์ สตานิสลาส ในนาทีที่ 7 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนจะสามารถเอาชนะ เชลซี และ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ในอีก 2 เกมส์ถัดมา และประคับประคองตัวจนจบซีซั่นประเดิมลีกสูงสุดในอันดับที่ 16

2017 – ด้วยผลงานที่ย่ำแย่ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของฤดูกาล 2016-17 บอร์นมัธ หักปากกาเซียนจากการที่ถูกปรามาสว่าพวกเขาจะไปไม่รอดในฤดูกาลที่ 2 แต่ด้วยผลจากการยืมตัวที่สร้างความฮือฮาทั้งการได้ตัว แจ็ค วิลเชียร์ จาก อาร์เซน่อล และ นาธาน อาเก้ จาก เชลซี บวกกับฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ โจชัว คิง ที่กระหน่ำไปถึง 16 ตุงจาก 36 นัด และการเสริมทัพด้วย จอร์ดอน ไอบ์ จาก ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ก็ทำให้พวกเขาจบฤดูกาลในอันดับที่ 9 และลอยลำอยู่เหนือพื้นที่สีแดงได้แบบชิลล์ๆตั้งแต่นัดที่ 34

2018 – ในฤดูกาลล่าสุด ทีมตัดสินใจเซ็นสัญญาถาวรกับ อาเก้ ในขณะที่ยังเสริมทัพด้วยการดึงตัว อัสเมียร์ เบโกวิช และ เจอร์เมน เดโฟ เข้ามายังถิ่น ดีน คอร์ท แม้ทีมจะออกสตาร์ทด้วยการแพ้รวดใน 4 นัดแรก แต่จากการพลิกฟอร์มกลับมาได้ในเดือนธันวาคมและมกราคมที่ทำให้พวกเขาลอยลำอยู่เหนือโซนตกชั้น จนทำให้ เอ็ดดี้ ฮาว คว้ารางวัล ผจก.ทีมยอดเยี่ยมประจำเดือน เป็นหนที่สอง ทั้งจากชัยชนะ 2-1 เหนือ อาร์เซน่อล และการบุกไปถล่ม เชลซี 3-0 แบบสุดเซอร์ไพรส์ จนสุดท้าย เดอะ เชอร์รี่ส์ ก็เข้าป้ายในอันดับที่ 12 หลังจบ 38 นัดในเดือนพฤษภาคม

นักเตะสโมสรบอร์นมัธ