ย้อนรอยประวัติ คริสตัล พาเลซ อินทรีผงาดแห่งลอนดอน

คริสตัล พาเลซ

สโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซ (Crystal Palace Football Club) หรือที่แฟนบอลบ้านเรารู้จักกันในฉายา “อินทรีผงาด” ตามสมญานามที่กองเชียร์ท้องถิ่นเรียกกันว่า “ดิ อีเกิ้ลส์” (The Eagles) โดยมีถิ่นฐานอยู่ใน ย่านเซลเฮิร์สท์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

จุดเริ่มต้นของการกำเนิดสโมสร ฟุตบอล ในตำนาน

คริสตัล พาเลซ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1905 หรือ 112 ปีที่แล้ว สโมสรเริ่มเปิดตัวบนพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติดั้งเดิมที่เคยถูกใช้เป็นสังเวียนนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ในช่วงระหว่างปี 1895-1914 ก่อนที่ สงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มเปิดฉากขึ้น จนกระทั่งทีมได้ย้ายไปลงเตะอยู่ในรัง เซลเฮิร์สท์ พาร์ค เมื่อปี 1924 จวบจนถึงปัจจุบันนี้ นับตั้งแต่ปี 1964 เป็นต้นมา ทีมใช้เวลาส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ใน 2 ลีกระดับสูงสุดของประเทศ ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของพวกเขาอยู่ระหว่างยุคปลายปี 80 จนถึงช่วงต้นปี 90 โดยมีโอกาสใกล้เคียงที่สุดกับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาล 1990-91 ก่อนที่จะทำได้เพียงจบในอันดับที่ 3 ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดในทำเนียบลีกฟุตบอลของพวกเขาในขณะนี้

ถัดจากฤดูกาลนั้น ดิ อีเกิ้ลส์ ถูกปฏิเสธการเข้าร่วมแข่งขันในเวทียุโรป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทีมจาก อังกฤษ ถูกแบนจากทาง ยูฟ่า ด้วยสาเหตุโศกนาฏกรรมเฮย์เซลอย่างไรก็ตามนั่นยังเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้ร่วมประเดิมแข่งขันใน พรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ทีมยังเคยผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ถึง 2 ครั้ง แต่ก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้ง 2 คราวในปี 1990 และ 2016 พวกเขายังเคยคว้าแชมป์ดิวิชั่นระดับ 2 มาแล้ว 2 ครั้ง และยังเป็นเจ้าของสถิติทีมที่ได้เข้าชิงเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดมากที่สุด โดยประสบความสำเร็จรวมกัน 4 ครั้ง

ไทม์ไลน์ประวัติสโมสร

· 1905 – ปราสาทเรือนแก้ว ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1905 จากการชี้แนะของ เอ็ดมันด์ กู๊ดแมน ผู้ช่วยเลขาของทีม แอสตัน วิลล่า เดิมทีพวกเขามีฉายาว่า “เดอะ เกลเซอร์” (The Glaziers) และเริ่มสมัครเข้าร่วมแข่งขัน เซาท์เทิร์น ลีก ในช่วงเวลาเดียวกับ เชลซี ทีมลูกหนังที่พึ่งถูกก่อตั้งขึ้นในกรุงลอนดอน เช่นเดียวกัน แต่โชคร้ายที่พวกเขากลับถูกปฏิเสธและมีเพียง เชลซี ที่ได้รับการตอบรับจนทำให้ต้องลงไปเตะอยู่ในการแข่งขันระดับดิวิชั่น 2 ก่อนจะสามารถคว้าแชมป์และได้สิทธิ์เลื่อนขึ้นมาแข่งขันในระดับดิวิชั่น 1 ของลีกกึ่งอาชีพในปีถัดมา
· 1907 – ในระหว่างที่ คริสตัล พาเลซ ยังคงวนเวียนอยู่ใน เซาท์เทิร์น ลีก พวกเขาเคยสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการบุกไปเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมที่ลงเตะอยู่ใน ดิวิชั่น 1 จากลีกสูงสุดของประเทศ ด้วยสกอร์ 0-1 ถึงถิ่น เซนต์ เจมส์ พาร์ค
· 1915 – สโมสรจำใจต้องย้ายถิ่นฐานออกมาหลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น และต้องระหกระเหินไปใช้สนามเหย้าของทีมระดับสมัครเล่นอยู่ 2 แห่ง
· 1921 – เดอะ เกลเซอร์ ประสบความสำเร็จในทันทีหลังสมัครเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกระดับอาชีพ โดยสามารถคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 3 ได้ในฤดูกาล 1920-21 และได้สิทธิ์โปรโมทขึ้นไปลงเตะอยู่ใน ดิวิชั่น 2 โดยก่อนหน้านั้นพวกเขายังเคยคว้าโทรฟี่จากรายการ ลอนดอน ชาเลนจ์ คัพ ในปี 1913, 1914 และ 1921
· 1924 – ทีมตัดสินใจย้ายเข้าสู่รัง เซลเฮิร์สท์ พาร์ค ที่กลายมาเป็นสนามเหย้าของพวกเขาจวบจนทุกวันนี้ หากแต่ฤดูกาลเปิดตัวในสนามของตนเองไม่ค่อยสวยงามนัก เมื่อต้องพ่ายคาบ้านให้กับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 0-1 ตั้งแต่นัดเปิดหัวต่อหน้าแฟนๆ 25,000 คน ก่อนจะจบซีซั่นในอันดับที่ 21 พร้อมกับร่วงตกชั้นลงไปอยู่ใน ดิวิชั่น 3 ดังเดิม
· 1958 – ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อินทรีย์ผงาดแห่งกรุงลอนดอน ใช้เวลาวนเวียนอยู่ในระดับ ดิวิชั่น 3 ก่อนที่สมาคมฟุตบอลจะมีการปรับโครงสร้างลีกใหม่ จนทำให้พวกเขาถูกปรับตกลงไปอยู่ใน ดิวิชั่น 4 หลังจบฤดูกาล 1957-58 ด้วยอันดับที่ 14
· 1961 – ภายหลังการแต่งตั้ง อาร์เธอร์ โรว์ ขึ้นมารับตำแหน่งผจก.ทีมจาก อาร์เธอร์ เวท ประธานสโมสรในเวลานั้น ทีมก็สามารถกลับเลื่อนชั้นขึ้นสู่ ดิวิชั่น 3 ได้หลังจบฤดูกาล 1960-61
· 1962 – หนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้บันทึกลงในประวัติศาสตร์ของทีม คือการแข่งขันเกมส์กระชับมิตรกับ เรอัล มาดริด มหาอำนาจทางลูกหนังแห่งยุคและยังเป็นครั้งแรกของยอดทีมจาก สเปน ที่ได้ลงเตะใน กรุงลอนดอน
· 1964 – ดิ๊ก เกรแฮม กุนซือที่มารับไม้ต่อจาก อาร์เธอร์ โรว์ เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เป็นผู้ที่ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ ดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จหลังจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 2 ในปีนั้น
· 1969 – และแล้วหลังจบฤดูกาล 1968-69 คริสตัล พาเลซ ภายใต้การคุมทีมของ เบิร์ต เฮด ก็ได้ขึ้นมาสูดบรรยากาศในลีกระดับสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรกหลังพาทีมคว้าตำแหน่งรองแชมป์ ดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จ
· 1973 – หลังพยายามประคับประคองตัวเองอยู่ใน ดิวิชั่น 1 ได้ไม่นานนัก เมื่อฤดูกาล 1972-73 สิ้นสุดลงพวกเขาก็ร่วงตกชั้นลงไปจากการคว้าตำแหน่งรองบ๊วยจากทั้งหมด 22 ทีม
· 1974 – เท่านั้นยังไม่พอภายใต้การคุมทีมของ มัลคอล์ม อัลลิสัน ที่เข้ามารับงานหลังทีมร่วงหล่นลงจาก ดิวิชั่น 1 พวกเขายังหวนคืนกลับสู่ ดิวิชั่น 3 อีกครั้งจากการจมอยู่ในพื้นที่สีแดงหลังจบฤดูกาล 1973-74
· 1976 – แม้ในช่วงเวลานั้น อัลลิสัน จะสามารถพาทีมที่พึ่งได้รับสมญานามใหม่ว่า “ดิ อีเกิ้ลส์” ผ่านเข้าไปจนถึงรอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ 1975-76 ก่อนจะพ่ายให้กับ เซาแธมป์ตัน ที่สามารถก้าวขึ้นไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ในภายหลัง แต่ท้ายที่สุดทีมก็ตัดสินใจปลดเขาออกหลังจบฤดูกาลนั้น
· 1977 – หลังการจากไปของ อัลลิสัน ก็เป็น เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ที่ขยับเข้ามารับตำแหน่งแทน และช่วยให้ทีมคว้าโควตาเลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่ ดิวิชั่น 2 ได้แบบฉิวเฉียดในฤดูกาล 1976-77
· 1979 – เวนาเบิ้ลส์ ยังคงมือขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังพาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 ประจำฤดูกาล 1978-79 ได้สำเร็จ พร้อมผงาดกลับคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง
· 1981 – แม้ในช่วงปีแรกหลังเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาทีมจะทำผลงานได้ไม่เลวนัก แต่หลังจากประสบปัญหาทางด้านการเงินจนต้องทยอยปล่อยผู้เล่นคนสำคัญออกไป สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จมปลักอยู่ท้ายตารางและตกชั้นลงไปจนได้หลังจบฤดูกาล 1980-81
· 1984 – รอน โนอาเดส ประธานสโมสรที่เข้ามาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตัดสินใจดึงตัว สตีฟ คอปเปลล์ อดีตดาวเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่พึ่งรีไทร์จากอาชีพค้าแข้งด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บมานั่งเก้าอี้กุนซือในช่วงหน้าร้อน
· 1989 – คอปเปลล์ เริ่มสร้างผลงานด้วยการพาทีมลุ้นสิทธิ์เพลย์ออฟ ก่อนจะเอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในรอบชิงชนะเลิศที่ยังเป็นแบบเหย้า-เยือนพร้อมตีตั๋วกลับคืนสู่ ดิวิชั่น 1 อีกครั้ง
· 1990 – คอปเปลล์ ยังเกือบพา เดอะ อีเกิลส์ สยบต้นสังกัดเก่าของตนเองหลังเสมอกันไปแบบสุดมันส์ 3-3 ในเกมส์นัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 ในนัดรีเพลย์
· 1991 – พวกเขายังคงผิดหวังซ้ำซากหลังอุตส่าห์ทำผลงานได้ดีด้วยการคว้าโควต้าไปลงเตะใน ยูฟ่า คัพ หลังจบฤดูกาล 1990-91 แต่เนื่องด้วย โศกนาฏกรรมเฮย์เซล ที่ทำให้ทาง ยูฟ่า ลงโทษทีมจาก อังกฤษ ไม่ให้ลงแข่งขันในเกมส์ยุโรปเป็นเวลา 5 ปี (เฉพาะ ลิเวอร์พูล 6 ปี) จึงทำให้ทีมหมดสิทธิ์ไปวาดลวดลายในเวทีระดับทวีป
· 1993 – แม้จะเป็นหนึ่งในทีมได้เริ่มต้นนับหนึ่งในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก แต่หลังจากการปล่อยตัวดาวยิงคนสำคัญทั้ง เอียน ไรท์ ไปให้ อาร์เซน่อล และ มาร์ค ไบรท์ ไปอยู่กับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น สุดท้ายแล้ว คริสตัล พาเลซ ก็จบซีซั่น 1992-93 ในอันดับที่ 20 และร่วงตกลงไปยัง ดิวิชั่น 1
· 1994 – หลังตกชั้นได้เพียงปีเดียว อลัน สมิธ มือขวาของ สตีฟ คอปเปลล์ ที่มาสานงานต่อหลังจากที่ลูกพี่ตัดสินใจลาออกไป ก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 และผงาดกลับขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อย่างรวดเร็ว
· 1995 – หลังเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาคราวนี้ มีเรื่องราวสำคัญเกิดขึ้นกับ คริสตัล พาเลซ มากมาย เริ่มจากการมาเยือน เซลเฮิร์สท์ พาร์ค ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงปลายมกราคมพร้อมวีรกรรมกังฟูคิกของ เอริก ก็องโตน่า ใส่ แม็ทธิว ซิมม่อนส์ แฟนบอลเจ้าถิ่น ที่ทำให้ ก็องโตน่า ถูกตัดสินโทษคุมขัง 2 สัปดาห์ก่อนจะลดลงเหลือบำเพ็ญประโยชน์ 120 ชม. ในขณะที่ ซิมม่อนส์ ถูกสั่งห้ามเข้าสนามเหย้าในทันทีพร้อมความผิดเพิ่มอีก 2 ข้อหาจากการข่มขู่ ดาวเตะเลือดน้ำหอม ต่อด้วยช่วงมีนาคม คริส อาร์มสตรอง ดาวยิงตัวเก่ง ถูกทาง เอฟเอ สุ่มตรวจพบสารเสพติดจนถูกพักแข้งเพื่อบำบัดนาน 1 เดือน แม้สุดท้ายพวกเขาจะจบในอัน 4 จากท้ายของตาราง แต่ก็ไม่วายที่จะต้องร่วงตกชั้นลงไป เนื่องจาก พรีเมียร์ลีก ต้องการปรับโครงสร้างโดยลดลงจาก 22 เหลือเพียง 20 ทีมในซีซั่นหน้า
· 1996 – หลังการจากไปของ อลัน สมิธ ก็กลายเป็น เดฟ บาสเซ็ตต์ ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อ และเขาก็สามารถพาทีมเข้าชิงเพลย์ออฟเลื่อนชั้นได้ทันที แต่ก็พ่ายให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 จากประตูชัยสุดดราม่าของ สตีฟ คลาริดจ์ ในนาทีสุดท้ายของเกมส์
· 1997 – Crystal Palace มาประสบความสำเร็จจากการเลื่อนชั้นในปีถัดมา หลัง สตีฟ คอปเปลล์ ที่กลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคตั้งแต่ปีที่แล้ว ขยับลงมาทำหน้าที่คุมทีมแทน บาสเซ็ตต์ ที่ตัดสินใจย้ายไปรับงานกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในช่วง 2 เดือนก่อนจบฤดูกาล ก่อนที่เขาจะพาทีมเฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในนัดชิงเพลย์ออฟและกลับขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้ง
· 1998 – การใช้ชีวิตในลีกสูงสุดยังคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขา เมื่อทีมตกชั้นจากการอยู่ในอันดับบ๊วยหลังกลับขึ้นมาได้เพียงปีเดียว นอกจากนี้ทีมยังประสบปัญหาทางด้านการเงิน เนื่องจาก มาร์ค โกลด์เบิร์ก เจ้าของทีมไม่สามารถชำระหนี้สินกับทางธนาคารได้ตามกำหนด จนทำให้สโมสรต้องถูกควบคุมกิจการ
· 2000 – ดิ อีเกิ้ลส์ หลุดพ้นจากการถูกควบคุมหลังการเข้ามาเทคโอเวอร์ของ ซิม่อน จอร์แดน โดยที่ทีมยังรอดพ้นการตกชั้นภายใต้ฤดูกาลแรกของเจ้าของทีมคนใหม่ไปได้แบบหวุดหวิดอีกด้วย
· 2001 – สตีฟ บรู๊ซ ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาดูแลทีมพร้อมกับการออกสตาร์ทซีซั่นที่สวยงาม แต่ความหวังในการเลื่อนชั้นของบรรดาแฟนๆก็กลับมลายหายไปหลังจากเจ้าตัวอยู่กับทีมได้เพียง 4 เดือน ก่อนจะลาออกไปรับงานคุมทีม เบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ แถมยังพาทีมใหม่กลับเลื่อนชั้นได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น ในขณะที่ คริสตัล พาเลซ ก็ได้ตัว เทรเวอร์ ฟรานซิส จาก เบอร์มิ่งแฮม มาสลับขั้วกันทำหน้าที่แทน
· 2004 – สตีฟ เคมเบอร์ ผจก.ทีมคนต่อจาก ฟรานซิส ช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะใน 3 นัดแรกของฤดูกาล 2003-04 พร้อมขึ้นนำเป็นจ่าฝูง แต่กลับถูกไล่ออกในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหลังพาทีมเก็บชัยชนะได้เพียงครั้งเดียวในอีก 13 นัดถัดมาและตกไปอยู่ในอันดับที่ 20 จนกระทั่ง เอียน ดาววี่ อดีตศูนย์หน้าของทีมก้าวเข้ามารับตำแหน่ง เขาก็สามารถพาทีมทะยานกลับขึ้นสู่พื้นที่ลุ้นเพลย์ออฟ แถมยังสยบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-0 ในเกมส์ชี้ชะตาที่ มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม จนกลับขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก ได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์
· 2005 – และก็เหมือนดังที่แล้วๆมา หลังผลเสมอ 2-2 กับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ทีมคู่แข่งร่วมเมืองในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2004-05 ก็ทำให้พวกเขาจบในอันดับที่ 18 พร้อมร่วงตกชั้นลงมาสู่ ลีก แชมเปี้ยนชิพ ในท้ายที่สุด
· 2010 – ในระหว่างช่วงที่ผ่านมา ซิม่อน จอร์แดน ไม่สามารถรักษาสถานภาพทางการเงินเอาไว้ได้ จนทำให้ Crystal Palace ถูกเข้ามาควบคุมกิจการอีกครั้งในเดือนมกราคม 2010 ซึ่งส่งผลให้ทีมจำเป็นต้องปล่อยตัว วิคเตอร์ โมเซส และ โชเซ่ ฟอนเต้ ออกไปเพื่อพยุงตัวเลขทางบัญชี และแม้พวกเขาจะถูกตัดแต้มไปถึง 10 คะแนนในคราวนี้แต่ก็ยังรอดพ้นจากการตกชั้นไปได้อย่างหวุดหวิด จนกระทั่งหลังจบฤดูกาล 2009-10 กลุ่มกิจการค้าร่วมที่นำโดย สตีฟ พาริช ได้เข้ามาช่วยดำเนินกิจการต่อและทำให้ทีมหลุดพ้นจากการควบคุมในที่สุด
· 2013 – การเข้ามารับงานผจก.ทีมของ เอียน ฮอลโลเวย์ ในเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งของสโมสร เมื่อเขาสามารถพาทีมเข้าสู่นัดชิงเพย์ออฟก่อนจะเฉือนเอาชนะ วัตฟอร์ด ได้ 1-0 ที่ เวมบลีย์ จนทำให้ ดิ อีเกิ้ลส์ ได้กลับคืนสู่เวที EPLอีกครั้งหลังจากที่ต้องรอคอยมานาน 8 ปี
· 2016 – หลังการเปลี่ยนแปลงผจก.ทีมจาก ฮอลโลเวย์ ถึง 3 คนในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเริ่มจาก โทนี่ พูลิส และ นีล วอร์น็อค ก่อนจะมาถึง อลัน พาร์ดิว ในช่วงต้นปี 2015 ในที่สุดทีมก็ได้เดินทางกลับเข้าสู่ เวมบลีย์ อีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 2016 แต่ก็พ่ายให้กับ ปีศาจแดง 2-1 จากประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษไปอย่างน่าเสียดาย
· 2017 – แซม อัลลาไดซ์ เข้ามาทำหน้าที่ต่อจาก พาร์ดิว ที่ถูกปลดออกไปในเดือนธันวาคม และสามารถช่วยให้ทีมประคับประคองตัวอยู่ใน พรีเมียร์ลีก ต่อไปได้สำเร็จ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ตัดสินใจลาออกไปในช่วงหลังจบฤดูกาล
· 2018 – เดอะ อีเกิ้ลส์ ออกสตาร์ทฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยการแต่งตั้ง แฟรงค์ เดอ บัวร์ เข้ามารับหน้าที่เฮดโค้ช ก่อนที่เจ้าตัวจะกระเด็นหลุดจากตำแหน่งหลังทำงานได้เพียง 77 วัน เนื่องจากความพ่ายแพ้ใน 4 เกมส์แรกของฤดูกาลแถมยังยิงประตูใครไม่ได้เลย จนกระทั่งได้ รอย ฮ็อดจ์สัน เข้ามาเสียบแทนในวันถัดมา ถึงแม้พวกเขาจะยังเมาหมัดและพ่ายแพ้ในอีก 3 นัดถัดมา แต่หลังการเก็บ 3 คะแนนแรกได้จาก สิงโตน้ำเงินคราม ทีมก็เริ่มมีผลงานกระเตื้องขึ้น บวกกับการไม่แพ้ใครเลยใน 6 เกมส์สุดท้าย จนทำให้สามารถจบฤดูกาลในอันดับที่ 11

Crystal Palace Football Club

ผู้สนับสนุนและศัตรูคู่อริ

แฟนบอลของ พาเลซ มักจะรวมตัวอยู่ในเขต ลอนดอนทางใต้รวมไปถึงย่าน เคนท์ และ เซอร์เรย์ จากจุดเริ่มต้นที่ถิ่นฐานเดิมของสโมสรอยู่ในอาณาเขต เคนท์ ในขณะที่รัง เซลเฮิร์สท์ พาร์ค ก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ย่าน เซอร์เรย์ โดยระหว่างเกมส์ในบ้านกลุ่มกองเชียร์พันธุ์แท้มักจะยึดพื้นที่ฝั่ง โฮล์มสเดล โร้ด สแตนด์ เป็นพื้นที่แสดงแสนยานุภาพ ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มอุลตร้าทั้งหลายที่ปักหลักอยู่ตรงบริเวณนั้นนับตั้งแต่ปี 2005 นอกจากนี้ยังมีพวกสื่อสิ่งพิมพ์และนิตยสารที่ถูกจัดทำขึ้นจากฝั่งแฟนๆ อย่างเช่น อีเกิ้ล อายส์ ที่ตีพิมพ์อยู่ระหว่างปี 1987-1994 รวมถึงเจ้าอื่นๆอย่าง ดิ อีสเทิร์น อีเกิ้ลส์, โซ แกลด ยู อาร์ ไมน์ และ วัน มอร์ พอยท์ และยังมีเว็บบอร์ดอย่าง The BBS และ Holmesdale.net ที่ทางสโมสรก็ใช้เป็นช่องทางสำหรับสื่อสารกับแฟนๆ

การเป็นสโมสรที่มีถิ่นฐานอยู่ในมหานครอย่าง กรุงลอนดอน ย่อมหมายถึงการมีทีมคู่แข่งมากมาย และการดึงดูดผู้สนับสนุนให้ยังคงอยู่กับพวกเขาก็กลายเป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อคราวที่กลุ่มเจ้าของทีมล่าสุดได้เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ในปี 2010 พวกเขาหารือกันถึงเรื่องการออกแบบตราสโมสรใหม่ และเมื่อดีไซน์ที่พวกเขาเล็งไว้ถูกปฏิเสธไป ทางสโมสรก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่โดยยึดจากไอเดียของบรรดาแฟนบอลในเว็บบอร์ดเป็นหลัก นอกจากนี้ทีมยังตั้งองค์กรการกุศลขึ้นมาเพื่อทำคุณประโยชน์ในท้องที่ทั้งในเรื่องการศึกษาและกีฬา จนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติระดับซิลเวอร์จากทางสมาคมฟุตบอลในปี 2009 คริสตัล พาเลซ ยังเป็นทีมเดียวในระบบฟุตบอลลีกของประเทศที่มีกลุ่มเชียร์ลีดเดอร์สาวที่มีอายุระหว่าง 21-28 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “เดอะ คริสตัลส์” คอยทำการแสดงอยู่ในสนามแข่งขัน โดยพวกเธอเหล่านั้นไม่เพียงแต่เป็นนักเต้นรำอาชีพ แต่ยังมีบางคนที่เหมือนเป็นอาสาสมัครที่มาจากการเป็นแฟนบอลและผ่านการคัดเลือกของทางสโมสร จากสถานที่ตั้งของทีมในเขตเมืองหลวง จึงทำให้ ปราสาทเรือนแก้ว มีโอกาสได้ลงฟาดแข้งใน ดาร์บี้แมตช์ กับคู่แข่งท้องถิ่นมากมาย โดยเฉพาะกับพวกที่อยู่ในแถบ ลอนดอนทางใต้ เช่น มิลล์วอลล์ และ ชาร์ลตัน แอธเลติก ส่วนศัตรูตัวฉกาจในสายตาแฟนๆก็น่าจะเป็น ไบรท์ตัน ที่เริ่มจุดประกายมาจากการถูกประกบคู่ลงเตะใน เอฟเอ คัพ รอบแรกของฤดูกาล 1976-77 และการแข่งขันก็เป็นไปอย่างสูสีจนต้องมีแมตช์รีเพลย์ถึง 2 ครั้ง แต่จุดพีคมาอยู่ตรงการที่ผู้ตัดสินเป่าให้ฝั่ง ไบรท์ตัน ต้องยิงจุดโทษซ้ำอีกครั้งทั้งๆที่พึ่งสังหารเข้าไปเรียบร้อย จากสาเหตุที่ผู้เล่นของ พาเลซ รุกล้ำเข้าไปในบริเวณกรอบ 18 หลา ก่อนที่ลูกยิงจะถูกเซฟได้ในคราวนี้และสุดท้ายเกมส์ก็จบลงด้วยชัยชนะ 1-0 ของ พาเลซ

แฟนบอล พาเลซ