แกะรอยประวัติ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมจิ้งจอกสยาม

Leicester City Football Club

สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ (Leicester City Football Club) มีฉายาที่เป็นที่รู้จักกันดีว่า “เดอะ ฟ็อกซ์” (The Foxes) หรือ “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” ทีมมีถิ่นฐานอยู่ที่ เมืองเลสเตอร์ ใน ภูมิภาคมิดแลนด์ตะวันออก ของ ประเทศอังกฤษสโมสรถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1884 หรือ 134 ปีที่แล้ว ก่อนจะย้ายเข้าสู่ ฟิลเบิร์ต สตรีท รังเหย้าเดิมในปี 1891 และเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกเป็นครั้งแรกในปี 1894 จนกระทั่งปี 2002 จึงขยับขยายไปยัง วอล์คเกอร์ส สเตเดี้ยม ที่เปลี่ยนชื่อเป็น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในภายหลังการผลัดเปลี่ยนเจ้าของทีม จิ้งจอกสีน้ำเงิน เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015-16 และยังเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเพียงหนเดียวในประวัติศาสตร์ของทีม พวกเขายังเป็นสโมสรรายที่ 6 ที่เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ก่อตั้งรายการนี้ขึ้นมาในปี 1992 บรรดานสพ.หลายฉบับต่างพากันสาธยายการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ช็อคสุดๆของวงการกีฬา เมื่อพิจารณาไปถึงช่วงออกสตาร์ทซีซั่นที่ใครๆต่างเก็งกันไว้ว่าพวกเขาจะต้องลุ้นกับการหนีตกชั้นและจากความสำเร็จประดุจเทพนิยาย ก็ทำให้ทีมชุดนี้ได้รับฉายาว่า “ดิ อันบิลีฟเวเบิ้ลส์” (The Unbelieveables) ซึ่งดัดแปลงมาจาก อาร์เซน่อล ทีมชุดไร้พ่าย “ดิ อินวินซิเบิ้ลส์” (The Invincibles) ในฤดูกาล 2003-04 และผลจากการคว้าแชมป์อันเหลือเชื่อนี้ ก็ทำให้บรรดาบริษัทรับพนันต้องสูญเสียรายได้เป็นประวัติการณ์ให้กับแฟนๆของพวกเขาไปร่วม 25 ล้านปอนด์ จากอัตราต่อรองของบางเจ้าเมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่สูงลิบลิ่วถึง 5000-1

ก่อนหน้านี้สถิติที่ดีที่สุดของ จิ้งจอกสยาม คือการคว้าตำแหน่งรองแชมป์ลีกสูงสุดที่ยังรู้จักกันในนาม ดิวิชั่น 1 ประจำฤดูกาล 1928-29 พวกเขาใช้เวลาทั้งหมดยกเว้นเพียงแค่ปีเดียวที่วนเวียนอยู่ใน 2 ลีกระดับสูงสุดของประเทศ และยังเป็นเจ้าของสถิติร่วมในการคว้าแชมป์ดิวิชั่นระดับ 2 ได้มากที่สุดถึง 7 ครั้ง ทีมยังเคยผ่านเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 4 ครั้ง แต่น่าเศร้าที่พวกเขาดันเป็นเจ้าของสถิติอันเลวร้ายในรายการนี้ จากการเป็นผู้แพ้ในนัดชิงมากที่สุดและไม่เคยได้แชมป์เลยซักครั้ง นอกจากนี้ยังเคยเป็นฝ่ายชนะและพ่ายแพ้ในรายการ เอฟเอ แชริตี้/คอมมิวนิตี้ ชิลด์ มาอย่างละหนในปี 1971 และ 2016 ตามลำดับ และประสบความสำเร็จกับถ้วย ลีก คัพ 3 ครั้งในปี 1964,1997 และ 2000 และเคยมีส่วนร่วมในเวทียุโรปอย่าง ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ 1961-62, ยูฟ่า คัพ 1997-98 และ 2000-01 และล่าสุดใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2016-17 ที่สามารถผ่านเข้าไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย
จิ้งจอกสยาม

ไทม์ไลน์ประวัติของทีม

· 1894 – จากการรวมกลุ่มของศิษย์เก่าสถาบัน วิกเกสตัน สกูล ได้เริ่มก่อตั้งทีมฟุตบอลภายใต้ชื่อ เลสเตอร์ ฟอซซ์ (Leicester Fosse) และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลในอีก 6 ปีถัดมา

· 1891 – ทีมย้ายเข้าไปปักหลังอยู่ที่ ฟิลเบิร์ต สตรีท โดยก่อนหน้านั้นเคยตระเวนลงเตะอยู่ในสนามอื่นๆมาแล้ว 5 แห่ง และเริ่มเข้าร่วมแข่งขันใน มิดแลนด์ ลีก ที่เป็นรายการกึ่งอาชีพ

· 1894 – เลสเตอร์ ฟอซซ์ เริ่มเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกใน ดิวิชั่น 2 โดยเกมส์แรกอย่างเป็นทางการคือการบุกไปพ่ายแพ้ให้กับ กริมสบี้ ทาวน์ 4-3 ก่อนที่นัดถัดมาพวกเขาจะคว้าชัยชนะเป็นครั้งแรกด้วยการสยบ ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด 4-2 โดยในซีซั่นประเดิมลีกอาชีพทีมยังสร้างสถิติคว้าชัยชนะด้วยสกอร์ขาดลอยมากที่สุด 13-0 เหนือ น็อตต์ส โอลิมปิก ในเกมส์ เอฟเอ คัพ ซึ่งยังยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้

· 1908 – ทีมสามารถคว้าอันดับ 2 ของฤดูกาล 1907-08 พร้อมกับสิทธ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ

· 1909 – อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในลีกสูงสุดปีแรกของพวกเขาก็ไม่น่าจดจำเท่าไร เพราะสุดท้ายทีมก็ร่วงตกชั้นลงมา แถมพ่วงด้วยสถิติพ่ายแพ้แบบยับเยินที่สุด 12-0 ให้กับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในซีซั่นนั้น

· 1919 – ในขณะที่ฟุตบอลลีกเริ่มกลับมาลงเตะกันอีกครั้งหลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง เลสเตอร์ ฟอซซ์ ก็เริ่มประสบปัญหาทางด้านการเงินจากการที่ทีมยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันซักเท่าไร จนทำให้สโมสรตัดสินใจปรับโครงสร้างใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อมาเป็น จิ้งจอกสีน้ำเงิน เอฟซี อย่างเช่นในปัจจุบัน

· 1925 – ภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ ฮ็อดจ์ พร้อมกับความฮอตของ อาร์เธอร์ แชนด์เลอร์ ตำนานดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร ก็ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 ซีซั่น 1924-25

· 1929 – จิ้งจอกสีน้ำเงิน สร้างสถิติที่ดีที่สุดของตนเองก่อนปี 2016 ด้วยการจบในอันดับ 2 โดยเป็นรองเพียงแค่ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ที่เป็นฝ่ายคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ของฤดูกาล 1928-29 ไปครอง

· 1939 – ตลอดทศวรรษปี 30 คือช่วงเวลาที่ทีมใช้เวลาขึ้นๆลงๆอยู่ระหว่าง 2 ลีกระดับท็อป โดยเริ่มจากการตกชั้นในปี 1935 ก่อนจะโปรโมทกลับคืนมาในปี 1937 และปิดท้ายด้วยการร่วงลงไปสู่ ดิวิชั่น 2 อีกครั้งหลังจบฤดูกาล 1938-39

· 1949 – จิ้งจอก มีโอกาสเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรก แต่ก็พ่ายให้กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส 3-1 อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังคงได้ฉลองกันในอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา จากผลเสมอในเกมส์นัดปิดฤดูกาลที่ส่งผลให้ทีมยังคงอยู่รอดปลอดภัยใน ดิวิชั่น 2 ต่อไป

· 1954 – ด้วยความร้อนแรงของ อาร์เธอร์ โรว์ลี่ย์ หนึ่งในดาวยิงระดับตำนานของทีม ก็ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 ซีซั่น 1953-54 มาครองได้สำเร็จ

· 1955 – แต่พอ นอร์แมน บูลล็อค สละเก้าอี้ไปหลังพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมา ภายใต้การคุมทีมของ เดฟ ฮัลลิเดย์ ก็ทำให้ทีมตกชั้นลงไปอีกครั้งหลังจบฤดูกาล 1954-55

· 1957 – ฮัลลิเดย์ สามารถกอบกู้ชื่อเสียงตนเองได้จากการพาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 พร้อมกับ อาร์เธอร์ โรว์ลี่ย์ ที่สร้างสถิติสโมสรด้วยการกระหน่ำไปถึง 44 ประตูในซีซั่นนั้น และช่วยให้ทีมกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผย

· 1961 – The Fox Blue ภายใต้ยุคของ แม็ตต์ จิลลี่ส์ และ เบิร์ต จอห์นสัน ผู้ช่วยของเขา สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เป็นหนที่ 2 แต่ก็พ่ายให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่กลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์ในท้ายที่สุด ซึ่งก็ส่งผลให้พวกเขาได้เป็นตัวแทนไปลงเตะใน ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ในฤดูกาลถัดมา

· 1963 – จิลลี่ส์ พาทีมเข้าสู่นัดชิงบอลถ้วย เอฟเอ คัพ อีกครั้ง แต่ยังมิวายพ่ายให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 โดยในฤดูกาลนั้นพวกเขาขึ้นนำเป็นจ่าฝูงตลอดช่วงฤดูหนาว จนทำให้ได้รับสมญานามในช่วงเวลานั้นว่า “ไอซ์ คิงส์” (Ice Kings) และในท้ายที่สุดทีมก็จบด้วยอันดับที่ 4

· 1964 – ในที่สุด จิลลี่ส์ ก็สามารถพา เดอะ ฟ็อกซ์ คว้าโทรฟี่ใหญ่มาประดับตู้รางวัลได้สำเร็จ จากการเข้าชิงชนะเลิศ ลีก คัพ และเฉือนเอาชนะ สโต๊ค ซิตี้ ไปแบบสุดมันส์ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3 นอกจากนี้ กุนซือชาวสกอตต์ ยังพาทีมเข้าชิงถ้วยรายการนี้ได้อีกในปีถัดมา แต่ก็พ่ายให้กับ เชลซี ด้วยสกอร์รวม 3-2

· 1969 – หลังออกสตาร์ทฤดูกาล 1968-69 ด้วยฟอร์มอันย่ำแย่ แม็ตต์ จิลลี่ส์ ก็ตัดสินใจสละเก้าอี้ในเดือนพฤศจิกายน 1968 โดยมี แฟรงค์ โอฟาเรลล์ เข้ามารับช่วงต่อ แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นการตกชั้นในท้ายที่สุด และแม้ทีมจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่เป็นหนหลังสุดจวบจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ต้องอกหักจากการพ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ 1-0

· 1971 – จิ้งจอกสยาม สามารถกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และสามารถคว้าแชมป์ แชริตี้ ชิลด์ ที่นับได้เพียงหนเดียวจนถึงขณะนี้ โดยในปีนั้นเป็นอะไรที่แปลกประหลาดไปจากทุกครั้ง เนื่องจาก อาร์เซน่อล ที่พึ่งคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ในซีซั่นก่อน มีสัญญาลงเตะเกมส์อุ่นเครื่องชนกับโปรแกรมการแข่งขันชิงถ้วยการกุศล จึงทำให้ ลิเวอร์พูล ทีมรองแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้เผชิญหน้ากับทีมแชมป์ ดิวิชั่น 2 แทน ซึ่งแฟนๆของ เดอะ ฟ็อกซ์ ต้องพากันขอบคุณประตูโทนของ สตีฟ วิทเวิร์ธ ในเกมส์นั้น

· 1978 – หลังประคับประคองตัวเองอยู่ในลีกสูงสุดได้ต่อเนื่องหลายปี สุดท้ายหลังจบฤดูกาล 1977-78 ทีมก็ร่วงตกชั้นลงไปสู่ ดิวิชั่น 2 อีกครั้ง

· 1980 – จ็อก วอลเลซ เดินตามรอยความสำเร็จของอดีตกุนซือชาวสกอตต์ของทีม ด้วยการพา จิ้งจอกสีน้ำเงิน กลับเลื่อนชั้นขึ้นมาจากการคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 ซีซั่น 1979-80 แต่สุดท้ายก็ไปได้ไม่ไกลและตกชั้นกลับคืนมาอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา

· 1982 – ในฤดูกาล 1981-82 มีแข้งระดับซุปตาร์ที่เป็นนักเตะลูกหม้อคนหนึ่งแจ้งเกิดขึ้นมาอย่างเต็มตัว โดยตลอดซีซั่นนั้น แกรี่ ลินิเกอร์ ในวัย 21 ปีลงสนามไปทั้งหมด 47 นัดและยิงได้ 19 ประตู และยังช่วยให้ทีมผ่านเข้าถึงรอบตัดชิงในรายการ เอฟเอ คัพ

· 1983 – กอร์ดอน มิลเน่ ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก วอลเลซ ในช่วงต้นซีซั่น สามารถพาทีมคว้าสิทธิ์กลับเลื่อนชั้นขึ้นสู่ ดิวิชั่น 1 โดยในฤดูกาล 1982-83 ลินิเกอร์ กระหน่ำช่วยทีมไปทั้งหมด 26 ตุงจาก 43 เกมส์

· 1987 – เลสเตอร์ ร่วงกลับสู่ ดิวิชั่น 2 อีกครั้ง เหตุเพราะทีมไม่สามารถหาพาร์ทเนอร์ชั้นดีในแดนหน้าให้กับ อลัน สมิธ หลังปล่อยตัว ลินิเกอร์ ไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน เมื่อ 2 ปีก่อน และสุดท้าย สมิธ ก็ย้ายไปอยู่กับ อาร์เซน่อล หลังจบฤดูกาล 1986-87

· 1991 – หลังจากทีมตกชั้นลงไป เดวิด พลีท ก็เข้ามารับหน้าที่ต่อจาก มิลเน่ ที่ลาออกไป จนกระทั่งเจ้าตัวมาถูกไล่ออกในช่วงเดือนมกราคมหลังทำผลงานย่ำแย่จนสุ่มเสี่ยงจะตกชั้นลงไปอีกขั้น แต่จากการได้ กอร์ดอน ลี เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์บวกกับชัยชนะในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1990-91 ก็ทำให้พวกเขารอดพ้นการลงไปเตะในลีกระดับ 3 ซีซั่นหน้า

· 1992 – ไบรอัน ลิตเติ้ล ก้าวเข้ามารับตำแหน่งกุนซือ เดอะฟ็อกซ์ อย่างเต็มตัวตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น และสามารถพาทีมเข้าชิงเกมส์เพลย์ออฟเพื่อลุ้นจับจองพื้นที่ออกสตาร์ทในซีซั่นประเดิมของ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลใหม่ แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จากประตูชัยด้วยลูกจุดโทษจากฝีเท้า ไมค์ นีเวลล์ อดีตศูนย์หน้าของพวกเขา

· 1993 – จิ้งจอกสีน้ำเงิน มีโอกาสลุ้นในนัดชิงเพลย์ออฟอีกครั้งจากเกมส์ชี้ชะตากับ สวินดอน ทาวน์ ที่ เวมบลีย์ ซึ่งพวกเขาก็ยังอกหักซ้ำสอง แม้จะเป็นฝ่ายไล่ตามตีเสมอได้หลังถูกนำไปก่อน 3 ลูก แต่สุดท้ายก็พ่ายไปด้วยสกอร์ 4-3

· 1994 – ความพยายามของ ลิตเติ้ล มาประสบผลสำเร็จในปีถัดมา หลังผ่านเข้าชิงเกมส์เพลย์ออฟได้เป็นปีที่สามติดต่อกัน และก็ทำได้ตามที่หวังด้วยการเฉือนเอาชนะ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ไปได้ 2-1

· 1995 – แม้จะพึ่งพา จิ้งจอกสีน้ำเงิน ผงาดขึ้นสู่เวที พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ แต่ ลิตเติ้ล ก็ตัดสินใจอำลาทีมเพื่อไปรับตำแหน่งใหม่กับ แอสตัน วิลล่า ในเดือนพฤศจิกายน และแม้จะได้ มาร์ค แม็คกี เข้ามารับช่วงต่อแต่เขาก็ไม่สามารถพาทีมอยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดต่อไปได้ เมื่อจบด้วยอันดับรองบ๊วยหลังเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาได้แค่ปีเดียว

· 1996 – ในขณะที่ทีมยังคงนำเป็นจ่าฝูง ดิวิชั่น 1 อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม แต่แล้ว แม็คกี ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแยกทางออกไปอยู่กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน โดยสโมสรก็จัดการคว้าตัว มาร์ติน โอนีลล์ เข้ามาเสียบแทน พร้อมกับพาทีมเข้าชิงเกมส์เพลย์ออฟเลื่อนชั้นและสามารถเฉือนเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 จากประตูชัยของ สตีฟ คลาริดจ์ ในเกมส์ที่ต้องลุ้นกันถึง 120 นาที

· 1997 – และแล้วด้วยฝีไม้ลายมือของ โอนีลล์ ก็ช่วยให้การรอคอย 33 ปีของแฟนๆที่ต้องการเห็นโทรฟี่ระดับเมเจอร์สิ้นสุดลง จากการเฉือนเอาชนะ มิดเดิลสโบรช์ 1-0 พร้อมคว้าถ้วยรางวัล ลีก คัพ มาครอง ด้วยประตูชัยของ คลาริดจ์ ฮีโร่เจ้าเก่าในเกมส์นัดรีเพลย์ที่ก็ต้องหวดกันจนถึง 120 นาทีเช่นกัน

· 2000 – โอนีลล์ พา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าถ้วยรางวัลใหญ่รายการที่ 2 ในรอบ 4 ปี ด้วยการดวลกับ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส คู่แข่งจาก ดิวิชั่น 1 ในนัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ ก่อนจะเอาชนะไปได้ 2-1 อันที่จริง 1 ปีก่อนหน้านั้นเขาก็สามารถพาทีมเข้าชิงในรายการนี้ได้เช่นกัน แต่ก็พ่ายให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-0 จากประตูชัยในนาทีที่ 90 และแล้วหลังจบฤดูกาล 1999-00 เขาก็สละเก้าอี้เพื่อไปอยู่กับ เซลติก

· 2001 – ปีเตอร์ เทย์เลอร์ อดีตกุนซือทีมสิงโตคำรามชุด U-21 เข้ามารับงานต่อจาก โอนีลล์ และเหมือนจะทำผลงานได้ดีในปีนั้นจากการรั้งตำแหน่งจ่าฝูงอยู่ในช่วง 2 สัปดาห์ของฤดูใบไม้ร่วง และยังเกาะติดอยู่ในโซนลุ้นพื้นที่ยุโรปในช่วงเวลาที่เหลือ จนกระทั่งมาทำฟอร์มหลุดโค้งในช่วงท้ายจนทำให้จบในอันดับที่ 13 ไปแบบเหงาๆ

· 2002 – จากการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ทำให้ เทย์เลอร์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน จนได้ เดฟ บาสเซ็ตต์ เข้ามารับงานต่อแต่ก็อยู่ได้เพียงแค่ 6 เดือน จนกระทั่งช่วงท้ายฤดูกาลทางสโมสรก็ประกาศให้ มิคกี้ อดัมส์ ผู้ช่วยของ บาสเซ็ตต์ ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อ โดยเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ทีมจะตกชั้นได้ไม่นาน โดยตลอดฤดูกาล 2001-02 ทีมเก็บชัยชนะในลีกไปได้ทั้งหมดเพียง 5 เกมส์เท่านั้น

· 2003 – ในช่วงออกสตาร์ทซีซั่น 2002-03 แฟนๆ เดอะ ฟ็อกซ์ ต้องโบกมือลาสนาม ฟิลเบิร์ต สตรีท เพื่อย้ายเข้าสู่ วอล์คเกอร์ส สเตเดี้ยม รังเหย้าแห่งใหม่พร้อมความจุ 32,500 ที่นั่ง โดยมี วอล์คเกอร์ส (Walkers) บริษัทขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในเครือเดียวกับ ฟริโต-เลย์ และ เป็ปซี่โค ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ใน เมืองเลสเตอร์ เข้ามาเซ็นสัญญายาว 10 ปีพร้อมไทอินกับชื่อสนามแห่งใหม่ อย่างไรก็ตามในช่วงตุลาคม 2002 จากหนี้สินที่มีอยู่ราว 30 ล้านปอนด์ด้วยสาเหตุหลักๆจากการสูญเสียรายได้ค่าถ่ายทอดทีวี และค่าใช้จ่ายอื่นๆจากการย้ายสนามแข่ง จึงทำให้สโมสรถูกหน่วยงานของรัฐเข้ามาควบคุมกิจการ แต่แม้ อดัมส์ จะไม่มีงบสำหรับการเสริมทัพตลอดทั้งซีซั่น เขาก็ยังสามารถพาทีมคว้าอันดับ 2 และเลื่อนชั้นกลับสู่ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

· 2004 – ด้วยงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย แม้จะพึ่งเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาแต่สุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เอาตัวไม่รอดและตกชั้นกลับสู่ลีกระดับ 2 ที่เปลี่ยนชื่อใหม่จากของเดิม ดิวิชั่น 1 ไปเป็น ลีก แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาลถัดไป แต่ก็ยังคงมีเรื่องดีอยู่บ้างที่ทีมสามารถหลุดจากการถูกควบคุมกิจการในเดือนพฤศจิกายน 2004 หลังได้กลุ่มธุรกิจร่วมที่นำโดย แกรี่ ลินิเกอร์ เข้ามาช่วยเทคโอเวอร์

· 2006 – มิลาน มานดาริช อดีตประธานสโมสร พอร์ทสมัธ ออกมาแสดงความสนใจที่จะเข้ามาฮุบกิจการของสโมสรในช่วงตุลาคม 2006 จากรายงานระบุว่าสนนราคาซื้อ-ขายอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านปอนด์ โดยมูลค่านักเตะของทีมในเวลานั้นรวมกันอยู่ที่ราวๆ 4.2 ล้านปอนด์ และแล้วการดำเนินการเทคโอเวอร์ก็เสร็จสิ้นลงในช่วงกุมภาพันธ์ปีถัดมา

· 2007 – ร็อบ เคลลี่ กุนซือของทีมในฤดูกาลนั้นถูกปลดออกในช่วงเมษายน ก่อนที่ ไนเจล เวิร์ทธิงตัน จะเข้ามาสานต่อชั่วคราวในช่วงเวลาที่เหลือและช่วยพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ

· 2008 – จากการสลับสับเปลี่ยนผจก.ทีมรัวๆในช่วงครึ่งแรกของซีซั่น 2007-08 เริ่มจากการออสตาร์ทด้วย มาร์ติน อัลเลน มาถึง แกรี่ เม็กสัน และต่อด้วยคู่หูดูโอ แฟรงค์ เบอร์โรว์ส & เจอร์รี่ แท็กการ์ต ที่มาช่วยขัดตาทัพ จนกระทั่งการแต่งตั้ง เอียน ฮอลโลเวย์ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่แม้จะเป็นกุนซือคนแรกที่สามารถพาทีมเอาชนะในเกมส์เปิดตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี แต่สุดท้ายทีมก็ร่วงตกชั้นจาก ลีก แชมเปี้ยนชิพ ลงไปอยู่ในลีกระดับ 3 เป็นครั้งแรกหลังจบฤดูกาลนั้น

· 2009 – จากการได้ตัว ไนเจล เพียร์สัน เข้ามานั่งเก้าอี้ ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในการสร้างเทพนิยาย “จากดินสู่ดาว” ภายในระยะเวลา 7 ปี เริ่มต้นจากการคว้าแชมป์ ลีก วัน พร้อมสิทธิ์ในการกลับคืนสู่ ลีก แชมเปี้ยนชิพ ตั้งแต่ก่อน 2 เกมส์สุดท้ายของฤดูกาล 2008-09

· 2010 – เพียร์สัน พาทีมได้ลุ้นการเลื่อนชั้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาวจากการพ่ายการดวลจุดโทษให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในเกมส์เพลย์ออฟรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่เจ้าตัวจะลาออกไปคุมทีม ฮัลล์ ซิตี้ และแล้วในช่วงหน้าร้อนปี 2010 มิลาน มานดาริช ก็ตัดสินใจขายสโมสรให้กับ วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของกลุ่มกิจการ คิง เพาเวอร์ แต่ก็ยังคงดำรงตำแหน่งประธานสโมสรต่อไป

· 2011 – เปาโล ซูซ่า ที่เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2010-11 ถูกปลดออกในวันที่ 1 ตุลาคมหลังพาทีมเอาชนะได้เพียงแค่นัดเดียวจาก 9 เกมส์แรก ก่อนจะได้ตัว สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เข้ามารับตำแหน่งต่อในอีก 2 วันถัดมา จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2011 เสี่ยวิชัย ก็ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานสโมสรหลังจากที่ มานดาริช ตัดสินใจลงจากบัลลังก์ไปเพื่อหันไปดูแล เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์

· 2012 – แม้จะถูกวางให้เป็นทีมเต็งที่จะได้เลื่อนชั้นในซีซั่น 2011-12 แต่ด้วยผลงานลุ่มๆดอนๆจากการชนะเพียง 5 ครั้งใน 13 เกมส์แรก ก็ทำให้ อีริคส์สัน ตัดสินใจลาออก และก็ได้ ไนเจล เพียร์สัน หวนกลับมาทำหน้าที่ต่อเป็นรอบที่ 2

· 2013 – เพียร์สัน พา จิ้งจอกสีน้ำเงิน จบฤดูกาล 2012-13 ด้วยอันดับ 6 พร้อมสิทธิ์เข้าลุ้นเตะเพลย์ออฟ แต่ก็ไปจอดอยู่เพียงแค่รอบตัดเชือกจากการพ่ายให้กับ วัตฟอร์ด 3-2

· 2014 – ด้วยฟอร์มที่คงเส้นคงวา จนมาถึงเกมส์ในบ้านที่เฉือนเอาชนะ เว้นส์เดย์ 2-1 ประกอบกับความพ่ายแพ้ของ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส และ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก็ทำให้ เลสเตอร์ ซิตี้ การันตีการกลับคืนสู่ พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี และหลังจากเก็บ 3 คะแนนเหนือ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ได้ในเดือนถัดมา ก็ทำให้พวกเขาได้ชูถ้วย ลีก แชมเปี้ยนชิพ 2013-14 ซึ่งนับเป็นการคว้าแชมป์ลีกระดับ 2 เป็นสมัยที่ 7 ของสโมสร

· 2015 – ทีมออกสตาร์ทในลีกสูงสุดอีกครั้งได้ไม่เลวนัก เมื่อประคองตัวอยู่ในอันดับ 7 ได้หลังจบ 5 นัดแรก แต่หลังจากนั้นไปจนถึงช่วงสิ้นปีพวกเขาก็ไม่ชนะใครเลยอีก 13 เกมส์และเป็นการเสมอเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น จนกระทั่งมาพลิกฟอร์มได้ใน 9 นัดสุดท้ายจากการคว้าชัยชนะได้ถึง 7 เกมส์ และจบซีซั่นได้ในอันดับที่ 14

· 2016 – แม้ เลสเตอร์ ซิตี้ จะออกสตาร์ทซีซั่น 2015-16 ด้วยความวุ่นวายจากการสั่งปลด เพียร์สัน เพราะปัญหาความขัดแย้งกับทางบอร์ดในช่วงที่ผ่านมา บวกกับฟางเส้นสุดท้ายที่มาขาดผึงจากคลิปวีดิโอเหยียดเพศของ เจมส์ เพียร์สัน ลูกชายของเขา พร้อมเพื่อนนักเตะทีมสำรองอีก 2 รายระหว่างมาออกทัวร์ปรีซีซั่นที่ เมืองไทย ซึ่งก็โดนยกเลิกสัญญาไปด้วย จนทำให้สโมสรแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามารับช่วงต่อ พร้อมๆกับการระเบิดฟอร์มของ เจมี่ วาร์ดี้ ที่ซัลโวไป 13 ประตูจาก 11 เกมส์ต่อเนื่อง โดยยังเป็นการทำลายสถิติยิง 10 นัดติดของ รุด ฟาน นิสเตลรอย อีกด้วย โดยหลังจากบุกไปเสมอ 1-1 กับ แอสตัน วิลล่า ตอนกลางเดือนมกราคม พวกเขาก็รักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้จนจบดูกาล พร้อมจองสิทธิ์เข้าแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

· 2017 – หลังการจากไปของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ย้ายไปอยู่กับ เชลซี ก็ทำให้ผลงานของทีมแตกต่างจากฤดูกาลที่แล้วอย่างสิ้นเชิง แม้ รานิเอรี่ จะก้าวขึ้นไปรับรางวัล โค้ชยอดเยี่ยมแห่งปี จาก สำนักข่าวบีบีซี ในช่วงปลายปี 2016 แต่พอถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ปีถัดมาเขาก็ถูกสโมสรปลดออกจากตำแหน่งหลังพาทีมอยู่เหนือพื้นที่สีแดงเพียงแค่อันดับเดียว และทีมก็ได้ เคร็ก เช็คสเปียร์ ผู้ช่วยโค้ช ขยับขึ้นมารักษาการณ์แทน สุดท้าย จิ้งจอกสีน้ำเงิน ก็สามารถไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการ แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนจะตกรอบด้วยน้ำมือของ แอตเลติโก มาดริด และประคับประคองตัวจนจบซีซั่นในอันดับที่ 12

· 2018 – จากการออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ โดยเก็บ 3 คะแนนเต็มได้เพียงครั้งเดียวจาก 8 เกมส์แรก ก็ทำให้ เช็คสเปียร์ ต้องกระเด็นหลุดออกจากตำแหน่ง จนกระทั่งได้ โคล้ด ปูเอล เข้ามาทำหน้าที่ต่อ และช่วยให้ทีมสามารถจบฤดูกาลที่ผ่านมาในอันดับที่ 9

แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2015-16

ผู้สนับสนุนและศัตรูคู่อริ

หลัง เลสเตอร์ ซิตี้ ย้ายถิ่นฐานจาก ฟิลเบิร์ต สตรีท มาสู่รังเหย้าปัจจุบันเมื่อปี 2002 พวกเขาก็ไม่เคยขาดแรงสนับสนุนที่ค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 20,000 คนในสนามเลยแม้กระทั่งในปี 2008 ที่พวกเขาต้องลงไปเล่นอยู่ใน ดิวิชั่นระดับ 3 เป็นครั้งแรก และจากสถิติใน ลีก แชมเปี้ยนชิพ พวกเขาก็เป็นทีมที่มีแฟนบอลเข้าไปเชียร์ในสนามมากที่สุดติดอันดับท็อป 5 ทั้งในเกมส์เหย้าและเยือน จวบจนถึงใน พรีเมียร์ลีก ก็ยังคงมีตัวเลขที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องสโมสรมีกลุ่มผู้สนับสนุนมากมายทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะภายหลังจากการเข้าครอบครองของกลุ่ม คิง เพาเวอร์ ที่ทำให้มีแฟนบอลใน ประเทศไทย บ้านเกิดของเจ้าของทีมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้บรรดากองเชียร์ เดอะ ฟ็อกซ์ ยังมีสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มแฟนคลับ เฟาเอฟแอล โบคุ่ม และ อันเดอร์เลชท์ อีกด้วย

สำหรับแฟนบอล เลสเตอร์ บางกลุ่มจะมองว่า น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คือศัตรูตัวฉกาจของพวกเขา ในขณะที่ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก็เป็นอีกหนึ่งทีมคู่แข่งสำคัญ โดย ดาร์บี้แมตช์ ของย่าน มิดแลนด์ตะวันออก ก็ล้วนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ 2 ใน 3 ทีมเหล่านี้ นอกจากนี้ โคเวนทรี ซิตี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งคู่ปรับ โดยการพบกันของทั้งคู่จะถูกขนานนามว่า “เอ็มซิกตี้นายน์ ดาร์บี้” ตามชื่อทางด่วน M69 motorway ที่เชื่อมต่อระหว่าง 2 เมืองที่มีระยะห่าง 24 ไมล์เข้าด้วยกัน